เมื่อ “อำนาจนิยมในสถานศึกษา” เคยทำลายชีวิตผม

เมื่อ “อำนาจนิยมในสถานศึกษา” เคยทำลายชีวิตผม

ผ่านมา 4 ปีกว่าแล้วนะครับสำหรับการรัฐประหารเมื่อปี 2557 กับการเลือกตั้งที่ไม่รู้จะมีเมื่อไห่ร่ เพราะพอมีการเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งก็กำจัดเขาซะ… ช่างเถอะ วันนี้ไม่ได้มาพูดเรื่องการเมืองหรอก แต่จะพูดถึงระบบ “อำนาจนิยม” ในโรงเรียนไทย ที่เคยทำลายชีวิตผมมาแล้ว โรงเรียนที่รักครับ สัญญานะ อ่านแล้วจะไม่ฟ้องผม ไม่หาว่าผมไม่รักสถาบันนะ (ฮา) เรื่องราวมันเกิดขึ้นตอนม.3 ครับตอนผมเรียนอยู่ ม.3 ที่ โรงเรียนเครือดังแห่งหนึ่งย่านปากเกร็ด (เพื่อป้องกันการโดนฟ้อง ผมขอย่อชื่อโรงเรียนไว้นะครับ ขอเรียกว่า สกน. ละกัน) ด้วยความที่ผมก็เป็นนักเรียนพิเศษเรียนร่วม ความประพฤติก็ไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไร บวกกับฮอร์โมนเพศมันเริ่มขึ้นไง ก็เลยม่อสาวไปทั่ว จนมาสะดุดที่ผู้หญิงคนนึงครับ กันโดนฟ้องนะครับ ขอเรียกอักษรย่อว่า ถ.ป. ละกัน ผมก็หยอดเธอทุกวันด้วยสารพัดมุกเสี่ยวสุดที่จะ Google มาได้ตอนนั้น แต่มันมีอยู่วันนึง คืนวันที่ 8 สิงหาคม 2555 ผมนึกสนุกด้วยอารมณ์ชั่ววูบแบบไม่คิดถึงผลของการกระทำ ผมส่งคำขอขึ้น In Relationships ใน Facebook ของ ถ.ป. ด้วยความที่ไม่คิดอะไรกดไปแล้วก็ปิดคอมนอน

พอเช้าวันรุ่งขึ้น (9 สิงหาคม 2555) ก่อนเข้าแถวผมก็เข้าห้อง Resource Center ของโรงเรียน เป็นห้องให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับนักเรียนครับ เปิด Facebook ขึ้นมา เจอโพสต์ของ ช. ที่ชอบอ้างว่าเป็นแฟนของ ถ.ป. มาโพสต์บนไทมไลน์ผมว่า มึง!!!!! ไอ้เราก้ไม่นึกอะไร พอขึ้นห้องเท่านั้นและครับ!!

ผมก็นั่งทำงานอยู่บนเก้าอี้ ช. ก็มาดึงเก้าอี้ผมหงายและก็ต่อยหน้าเบาๆ 1 ที กับเตะเล็กน้อย ผมก็โมโหโวยวายสิครับ ปรากฏครูประจำชั้น ซึ่งก็โชคดีฉิบหายที่เป็นครูปกครองด้วย มาเห็นเข้า เห็นตอนผมโวยวายใส่ ช. นะ ก็คงตัดสินแล้วแหละว่าผมเป็นฝ่ายผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว แล้วก็จับผมเข้าห้องมืดเพื่อสอบสวน

มีการค้นตัวผม ค้นกระเป๋าผม ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอยากเจออะไรในตัวผม ก็ผมไม่ได้ผิดนี่ แล้วก็จะให้แม่มารับกลับบ้านให้ได้ ผมบอกครูว่าวันนี้มีสอบคณิตเพิ่ม ผมสงบสติอารมณ์ได้ แต่ครูไม่รับฟังครับ ยังคงยืนยันว่าจะให้แม่มารับโดยด่วนที่สุดอย่างเดียว แล้วก็บังคับให้ผมโทรหาแม่ตามยิกๆๆ แล้วที่ผมไม่อยากให้แม่มาไม่ใช่อะไรหรอกครับ ตอนนั้นครอบครัวผมยังลำบากอยู่ ไม่ได้ฐานะดีแบบนี้ วันนั้นแม่ไปทำงานครับ เงินติดตัวก็มีพอแค่นั่งรถเมล์กลับบ้าน แล้วโดนอ.เขาโทรตามยิกๆๆ เลยต้องยืมเงินมาจ่ายค่าแท็กซี่มารร. คิดดูสิครับ เป็นหนี้เพื่อสนองความกระหายอำนาจของครูปกครองเนี่ย!

ผลจากคดีนี้ ทางฝ่ายปกครองก็ให้ผมหยุดเรียน แต่ยังมารับงานและไปสอบ โดยบอกว่านี่คือความเมตตาแล้วนะที่ไม่ไล่ออกน่ะ เรื่องชู้สาวแบบนี้ครูเอาเข้าคุกได้เลยนะ (อ้าว เป็นงั้นไป) และพอจะขึ้นม.4 ก็ตัดสิทธิผมในการเรียนต่อ ผมก็เลยต้องย้ายมาเรียนที่พ.น. จนจบม.6 มา


หลายคนที่อ่านมา คงจะคิดสินะครับ ว่า ก็มึงทำตัวของมึงเอง ก็มึงทำตัวเหี้ยเอง แต่กลับลืมคิดถึง การใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ ของครุฝ่ายปกครองซะงั้น แปลกดีนะครับ ที่สังคมเราเวลาเด็กมีปัญหากับผู้ใหญ่ เด็กมักจะถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิดตลอดเวลา แล้วแบบนี้บ้านเมืองเราจะมีประชาธิปไตยได้ไหม เพราะขนาดสถานศึกษาที่เป็นที่พัฒนาคน ยังมีการใช้อำนาจเผด็จการอย่างนี้ เฮ้อ เครียด! แล้วเพื่อนๆ เคยโดนมาแบบไหน ก็มาแชร์กันได้นะครับ อยากอ่านเรืี่องราวของคนอื่นเหมือนกันนะ เชื่อว่ามีคนโดนหนักกว่านี้แน่นอน

ร่วมแสดงความคิดเห็น